รอยยิ้มของนักเรียนคือกำไร


 “ผลวิจัยบอกว่ายิงโฆษณาไปก็เท่านั้นแหละครับ คนรู้อยู่แล้วว่ามีโรงเรียนนี้อยู่”

อาจจะฟังดูแปลกๆ ที่ได้ยินประโยคนี้จากอาจารย์นนท์ หรือเฉลิมรัฐ นาควิเชียร ผู้อำนวยการโรงเรียน Net Design โรงเรียนสอนอินเตอร์เน็ตและการออกแบบที่โด่งดังในหมู่วัยรุ่น และเพิ่งจะเปิดตัวโฆษณาทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกไปเมื่อไม่นานมานี้ จากที่เคยเน้นเผยแพร่เฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์และอินเตอร์เน็ต

“ทุกวันนี้เราไม่ได้อยู่ได้ด้วยการโฆษณา คนรู้อยู่แล้วว่ามีโรงเรียนนี้ แบนเนอร์อะไรบนเว็บไม่ต้องมีคนก็จำได้ เพราะเราอาศัย word of mouth การลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ทำให้เราได้กลุ่มเป้าหมายแบบหนึ่ง และพอทำเว็บ พาวเวอร์ของอินเตอร์เน็ตก็ทำให้เรามีนักเรียนมาจากทั่วโลก


“แต่เรามองว่าขั้นต่อไปคือหัวเมืองส่วนภูมิภาค ดังนั้นก่อนที่เราจะไปเราก็อยากให้คนในภูมิภาครู้จักกับเราไว้ล่วงหน้าก่อน ไม่ใช่ไปถึงปั๊บค่อยทำความรู้จักกับเขา” เฉลิมรัฐให้เหตุผลอย่างฉะฉาน ตามสไตล์คนที่คุ้นเคยกับอธิบายเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องง่ายๆ

เขาเป็นอาจารย์นนท์ของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา เป็นพี่นนท์ของลูกศิษย์หลายคนที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอาจารย์ในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันก็เป็นผู้บริหารและยังเป็นนักธุรกิจไฟแรงที่มีแผนจะพัฒนาโรงเรียนให้กลายเป็นมหาวิทยาลัยด้านมัลติมีเดียภายในอีก 3-5 ปีข้างหน้า แต่เฉลิมรัฐยืนยันว่า วิถีธุรกิจของเน็ตดีไซน์ในวันนี้ รวมถึงสไตล์การบริหารองค์กรที่ใช้อยู่ ล้วนแต่สะท้อนความตั้งใจหลักด้านการศึกษา มากกว่าจะเน้นหนักด้านธุรกิจ

“การทำธุรกิจการศึกษาต้องใช้เงินทุนและ know-how มหาศาล คนที่กล้ามาทำธุรกิจการศึกษา วัตถุประสงค์แรกคงมองว่าผู้เรียนจะได้อะไร”

ด้วยดีกรีมหาบัณฑิตคณะมัณฑนศิลป์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร พ่วงนิติศาสตร์มหาบัณฑิตจากรั้วจามจุรี และตอนนี้กำลังเรียนระดับปริญญาเอกด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและการศึกษา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เฉลิมรัฐบอกว่าตัวเขาไม่เคยมีแนวคิดพื้นฐานทางธุรกิจ

“วันแรกที่เปิดโรงเรียนก็ไม่ได้คิดในเชิงธุรกิจ แต่ทำเพื่อสนองความต้องการทางการศึกษาของผู้สนใจมากกว่า เช่น การที่เน็ตดีไซน์ให้เรียนซ้ำได้ฟรีในหนึ่งปีที่สาขาไหนก็ได้ คนอาจมองว่าเป็นโปรโมชั่น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันมาจากความตั้งใจที่อยากให้เด็กเข้าใจจริงๆ ถ้าเด็กไม่เข้าใจถือว่าเป็นความบกพร่องของผู้สอน

“ตอนนี้มีคนมาติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์กันเพียบ แต่ผมไม่สนใจเพราะเราไม่ได้หวังร่ำรวยในธุรกิจนี้ ผมคิดว่าคนที่จะมาลงทุนกับเราเขาอาจจะไม่เข้าใจ ผมมีความตั้งใจให้คนที่มาเรียนเอาความรู้ไปใช้งานได้จริงๆ ธุรกิจการศึกษามันไม่ได้คุ้มทุนปีสองปี มันต้องระยะยาวและมีวอลุ่มมากพอสมควร แต่ผมดีใจที่นักเรียนเรียนออกมาแล้วยิ้ม รู้เรื่อง สรุปคือผมกลัวว่าผู้ลงทุนจะมองเป็นธุรกิจเพียวๆ มองแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้กำไรและคืนทุนเร็วที่สุด อีกอย่างก็คือ ถ้าขายแฟรนไชส์ไปแล้วไม่ได้มาตรฐานเดียวกันจะทำให้ระบบพัง”

นอกจากจะไม่เห็นด้วยกับการขยายธุรกิจแบบแฟรนไชส์ เฉลิมรัฐยังไม่เคยคิดจะชูตัวเองขึ้นเป็นจุดขายของโรงเรียน

“แรกๆ น้องๆ ล้อว่า ‘เน็ตดีไซน์’ คือ ‘นนท์ดีไซน์’ แต่ผมไม่อยากเป็นอย่างนั้น ปีแรกผมสอนเองทุกคอร์สตั้งแต่เก้าโมงถึงสี่ทุ่ม นอกนั้นเป็นอาจารย์ผู้ช่วย เพราะผมอยากให้เป็นมาตรฐาน ตอนนั้นทำเองทุกอย่าง สอนเสร็จรับโทรศัพท์ เขียนใบเสร็จ ดูดฝุ่น แต่เรารู้สึกว่าผิดแล้ว

“เน็ตดีไซน์ต้องเป็นแบรนด์เป็นโรงเรียน แล้วใครที่อยู่ภายใต้เน็ตดีไซน์ต้องมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่เน็ตดีไซน์บายอาจารย์นนท์ ไม่เหมือนโรงเรียนกวดวิชาโดยอาจารย์โน่นอาจารย์นี่ ถ้าเกิดอาจารย์เสียชีวิตไปแล้วน้องๆ จะทำอย่างไร ผมไม่อยู่ตอนนี้คนอื่นก็ทำแทนได้ มันก็เป็นนโยบายที่วางเอาไว้”

ด้วยวัย 29 ปี ตอนนี้เฉลิมรัฐเป็นเจ้าของกิจการโรงเรียนชื่อดังที่มีสาขาถึง 9 สาขา มีพนักงานในปกครองอย่างน้อยๆ 140 คน บางคนอาจจะมองว่าประสบความสำเร็จไวตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 แต่เขามองต่างออกไป

“ถ้าตอนอายุ 21-22 ก็รู้สึกว่าไวนะ ผมเรียนจบตอนอายุ 19 ไปเป็นลูกจ้างเอเจนซีรับออกแบบโฆษณา ไปทำบริษัทเว็บดีไซน์ของฝรั่งเศส แล้วเรียนจบโทและเปิดออฟฟิศตัวเองตอนอายุ 21 ช่วงอายุ 23-24 ก็ขยายสาขาแล้ว ถ้าตอนนั้นผมคิดว่าเร็ว แต่ถ้าถามตอนนี้ผมว่าเป็นเรื่องปกติ มีคนวัย 28-29 ที่ประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จัก และสร้างคุณประโยชน์ให้สังคมมากมาย

“ปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นนี้ต่างจากคนรุ่นก่อนๆ น่าจะเป็นเพราะเราอยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง บางคนอาจยังได้ดูทีวีขาวดำ ก่อนเริ่มเห็นทีวีสี พ่อแม่ยังไม่ตามใจมาก ยังต้องขวนขวายดิ้นรนชีวิต ที่สำคัญระบบการเลี้ยงดูของพ่อแม่ในช่วงยุคนั้นมีการถ่ายทอดและหล่อหลอมค่อนข้างดี พ่อแม่และสังคมส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออกมากขึ้น ฉะนั้นเด็กที่โตมาในยุคนี้หลายคนขึ้นเป็นซีอีโอและเจ้าของกิจการอย่างรวดเร็ว ถ้าถามว่าเด็กรุ่นต่อไปจะมีปัญหาไหม ผมว่าเขาอาจจะไปเร็วยิ่งกว่าผมอีก

“โดยส่วนตัวผมมีปัจจัยผลักดัน 3 ปัจจัยหลัก หนึ่งคือครอบครัว พ่อผมเป็นผู้พิพากษาอยากให้เรียนนิติศาสตร์และทำงานด้านนี้ที่มั่นคง แต่ผมชอบวาดรูป ชอบเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ครอบครัวก็ไม่ปิดกั้น สองคือเพื่อน ทุกวันนี้ในออฟฟิศมีเพื่อนกันเยอะแยะไปหมด มีคนบอกว่าเพื่อนกันทำงานกันลำบาก ผมว่าไม่ ถ้าเราเคารพในหน้าที่ให้เกียรติกันและกันไม่มีปัญหาเลย เพื่อนก็เป็นตัวผลักดันสำคัญ สามคือความที่เราจริงใจและซื่อสัตย์กับหน้าที่การงานและพันธมิตรของเรา รวมถึงนักเรียนและลูกค้าของเราทั้งหมด เราไม่เคยโกงใคร ไม่เคยมีปัญหา ไม่เคยโดนใครฟ้อง

“พ่อผมสอนเสมอว่า ต้องใช้สมองเป็นอาวุธ ต้องใช้ความบริสุทธิ์เป็นเกราะกำบัง”


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสมัครทางโทรศัพท์ กรุณาติดต่อ
Hot Line : 02-642-1100
:: สาขา สยามสแควร์ :: สาขา เซ็นทรัลลาดพร้าว ::
:: สาขา โลตัส บางกะปิ :: สาขา ฟอร์จูนทาวน์ ::
:: สาขา ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต :: สาขา เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ::
:: สาขา เดอะมอลล์ บางแค :: สาขา เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ::
:: สาขา สยามพารากอน :

:: แนะแนวการเลือกเรียน ::

:: ตัวอย่างผลงานนักเรียน ::

:: ผลงานนักเรียนดีเด่น ::

:: บทความของอาจารย์ ::

:: ความคิดเห็นของนักเรียน ::

:: องค์กรที่ส่งพนักงานมาอบรม ::

:: ภาพบรรยากาศการเรียน ::

:: กระแสความแรง NetDesign ::

:: ความคิดเห็นของสื่อมวลชน ::

:: ความร่วมมือกับ ม.รังสิต ::

Course Registration